บทที่ 4 ทำไมต้องเป็นเธอ?
“หา?” ผู้ป้าชะงักค้าง เอียงหูฟังอีกครั้งให้แน่ใจ “ว่าไงนะ?”
“เค้าจ้างหนูมาห้าล้าน และเมื่อวานคุณซูซานเธอให้อีกสามล้าน แล้วถ้ามีลูกสืบทายาทให้ก็ได้ร่วมสิบๆล้านเลยค่ะ”
“แม่เจ้า” ฝ่ามืออวบเหี่ยวย่นยกขึ้นทาบหว่างอก
ถ้าจ้างเยอะขนาดนี้แสดงว่าคงเจาะจงแค่นูรีนใช่ไหมนะ?
เธอหันกลับมามองหน้าหลานสาวอย่างจับผิด
“ช่างเหอะป้า” เธอรีบเอ่ยปัด
“จะมาชงมาช่างได้ยังไง เยอะขนาดนี้เอ็งไม่สงสัยอะไรหน่อยหรือ?”
“ไม่หรอก พอฉันได้เงินแปดล้านก็ไม่ได้สงสัยอะไรแล้ว”
ขณะที่ป้ากำลังจะเผยอปากเอ่ยเธอรีบแทรกทันควัน
“ลูกชายป้าทักมายืมฉันแล้วนะสองแสน และฉันโอนไปให้แล้วด้วย”
“เห้อ”
ร่างอวบหย่อนสะโพกลงนั่งเคียงข้าง
“งั้นก็ รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดีๆนะ”
ป้าสมพรจ้องมองใบหน้าจิ้มลิ้มพลางลูบหัวที่ถูกคลุมด้วยฮิญาบป้อยๆ
ถึงว่าล่ะ ทำไมอยู่ๆท่านอุมมูการิมถึงได้ชักชวนเธอมาเป็นผู้ติดตามแทนอีกคน ที่แท้ก็จะพามาพบหลานสาวเธอนี่เอง
เมื่อภายในห้องหลงเหลือเพียงเขาและมารดา
ท่านอะดะบียะฮฺ จึงเปรยขึ้นว่า
“มันเป็นความต้องการของซูซานเองนะ ทำไมหรือ? แค่มีเมียเพิ่มอีกสักคนทำไมต้องปฏิเสธให้ยุ่งยาก? ลองเปิดใจเชยชมดูสักหนึ่งคืนถ้าไม่ถูกใจชีกห์ก็ไม่ต้องแต่ง”
“ทำไมต้องเป็นเธอครับ?”
ผู้เป็นแม่ยิ้มมุมปาก ไม่รีบร้อนจะตอบคำถามของชีกห์การิม เอี้ยวตัวไปรินกาแฟสีเหลืองเข้มที่เกิดจากกาแฟอาราบิก้าคั่วบดมือผสมด้วยหญ้าฝรั่น
“อื้ม รสชาติดีนี่” พึมพำออกมาหลังจิบรสขมปนความหอมซาบซ่านของเครื่องเทศ
เพราะป้าอัมนีเติมกระวานลงในหม้อต้มเตรียมไว้ให้อย่างพิถีพิถัน
“นูรีน แปลว่าแสงสว่าง”
สตรีวัยเกือบหกสิบเปรยออกมาดวงตาคู่สวยหรี่ลงขณะมองไปทางหน้าต่างที่มีแสงสว่างสาดส่องเข้ามาขับผิวหน้าให้ผุดผาด
“ยี่สิบปีที่แล้ว ในตอนรุ่งสาง ป้าสมพรมาบอกเล่าด้วยความดีใจที่น้องชายคลอดลูกสาวแต่ยังไม่มีชื่อ วันนั้นแม่นึกออกแค่คำเดียว นูรีน ไม่แน่นะ นี่อาจจะเป็นพรหมลิขิต ..เธออาจจะเข้ามาเป็นแสงสว่างในชีวิตที่มืดมนของชีกห์ก็ได้”
“หึ..” เขาส่ายศีรษะพร้อมแค่นขำในลำคอ
“เป็นความวุ่นวายที่เตรียมการวางแผนมาอย่างดีต่างหากล่ะครับ”
เขาพอจะเดาออก
“อามีร่าสินะ”
อามีร่า บินตีมุฮัมมัด น้องสาวของเขาคงเล่าเรื่องราวในอดีตเมื่อเจ็ดปีก่อนให้ซูซานรับฟัง มันเป็นเรื่องที่ไร้สาระเอามากๆหากเธอเจาะจงนูรีนเพราะเรื่องกุหลาบดอกนั้น
มันงี่เง่าเหลือเกินที่ซูซานทุ่มเงินเจาะจงจ้างเพราะแค่เพราะกุหลาบหนึ่งดอกที่เขาวานให้อามีร่านำมันไปมอบให้นูรีน เด็กสาววัยสิบสามปีในตอนนั้น หากเด็กนั่นรู้สาเหตุเข้าคงขำจนท้องแข็ง
“เห้อ”
ชีกห์การิมถอนหายใจออกมาพลางยกมือขึ้นโปะหน้าผาก
ผู้แม่ลุกขึ้นเดินผ่านหน้าไปหยุดยืนกอดอกริมหน้าต่าง
“ไม่ว่าจะอะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการทำตามคำขอของภรรยา ช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมาเราก็รู้แล้วว่าซูซานเธอตั้งใจให้มันเป็นแบบนั้นจริงๆ แม่ทึ่งในความคิดของเธอมาก เธอปล่อยระวางและทำใจยอมรับกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ เธอต้องการเห็นคนที่เธอรักมีความสุข”
“แต่ความสุขของผมคือการได้อยู่กับเธอ สองต่อสอง ไปจนถึงวันสุดท้าย ไม่ต้องการใครอื่น”
“แต่เธอก็มีครอบครัวที่เธอรัก เธอมีความฝันที่อยากทำก่อนตาย เธอมีพ่อแม่พี่น้องที่รอจะใช้ชีวิตอยู่กับเธอให้คุ้มค่าและนานที่สุด ว่ากันตามตรงแล้วเราก็ไม่รู้ว่าเธอจะอยู่กับพวกเราได้นานแค่ไหน ดังนั้น การเอาแต่ขัดใจคนป่วยจึงไม่ใช่เรื่องสมควรนัก”
เขาพ่นลมหายใจออกมาอย่างจำนน พอจะทราบว่าซูซานต้องการไปกลับไปใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิดสักสองเดือนหลังจากนั้นเธออยากไปอุทิศตนด้วยวิชาชีพที่เธอเรียนมา นั่นคือการทำงานในหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ไปแถบแอฟริกาใต้กับหมอเดียร์น่าเพื่อนสนิทของเธอ เรื่องนั้นเธอขอเขามานานแล้ว แต่เขาไม่อนุญาตเพราะเป็นห่วงสุขภาพภรรยา เห็นเธอหยุดพูดเรื่องนี้เลยนึกว่าเธอล้มเลิกความตั้งใจไปแล้ว
แต่ไม่นึกว่าเธอจะเอาจริงถึงขนาดให้แม่เขาช่วยเกลี้ยกล่อม
เพิ่งรู้จริงๆว่าความเป็นห่วงจากเขามันทำให้เธออึดอัด
“เห้อ”
นูรีนนั่งฟุ่บหน้าอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือแก้มแนบปกไดอารี่ที่ไม่ได้เขียนบันทึกมาสามวันแล้ว
แม้ป้าสมพรกลับไปได้นานเกือบชั่วโมง แต่เธอยังคงขังตัวเองในห้องนั่งทบทวนในสิ่งที่ป้าคอยพร่ำสอนมาโดยตลอด
‘เอ็งอย่าไปหวังสูงเลยนูรีน ถ้าเอ็งพอใจที่จะเป็นแบบนี้ก็ไม่มีใครว่า แต่อย่าหวังสูงไปกว่านี้ มันเป็นไปไม่ได้’
ประโยคนี้วนกลับมาฉายซ้ำโดยคนเดิมคนเดียวกันกับที่บอกเธอเมื่อเจ็ดปีก่อน
ปึง ปึง ปึง
เสียงทุบประตูจากด้านนอกทำให้ร่างบางสะดุ้งรีบผุดลุกไปเปิดประตูให้ป้าอัมนีจอมโมโหอย่างรวดเร็ว
“มาแล้วค่ะ”
เธออ้าริมฝีปากค้างเติ่งเมื่อไม่ใช่ป้าอัมนีดังที่เธอคิด
“ช..ชีกห์”
“มานี่”
“ว้ายย”
